From a Persecuted Sect to the Throne of Europe and the World’s Soft Power

ERA 1 – Foundation & Legalization
1st Century AD — St. Peter and the Birth of the Papacy
พระเยซูเคยตรัสกับ Simon ว่า “You are Peter, and upon this rock I will build my church… I will give you the keys of the kingdom of heaven.” คำว่า Peter แปลตรง ๆ ว่า “หินผา” หรือ “ศิลา”

Simon คนนี้กลายเป็น St. Peter เดินทางไปยัง Rome เมืองหลวงของจักรวรรดิโรมันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนั้น เขาถูกประหารชีวิตในสมัยจักรพรรดิ Nero ช่วงปี 64-67 ถูกตรึงกางเขนหงายหลังเพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่สมควรตายแบบเดียวกับพระเยซู
สุสานของเขาได้รับการยกย่องเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ต่อมาไม่กี่ศตวรรษ St. Peter’s Basilica ก็ถูกสร้างขึ้นตรงเหนือหลุมฝังศพนั้น และยังคงยืนอยู่จนถึงทุกวันนี้
เหตุการณ์นี้สำคัญอย่างไร? เพราะพระสันตะปาปาทุกองค์นับแต่นั้นมาอ้างว่าเป็นผู้สืบทอดโดยตรงของ St. Peter และสืบทอด “กุญแจแห่งอาณาจักรสวรรค์” ไปด้วย นี่คือรากฐานทางเทววิทยาทั้งหมดของพระสันตะปาปา

313 AD — The Edict of Milan
เกือบสามร้อยปี คริสเตียนถูกข่มเหง ทรมาน ถูกโยนให้สิงโตกิน ถูกเผาทั้งเป็นทั่วจักรวรรดิโรมัน แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
ปี 312 จักรพรรดิ Constantine เตรียมรบที่ Milvian Bridge เขาเห็นนิมิตกางเขนสว่างไสวในท้องฟ้าพร้อมคำว่า “In hoc signo vinces” หมายถึง “ด้วยสัญลักษณ์นี้ เจ้าจะพิชิต” เขาชนะสงคราม
ปี 313 เขากับ Licinius ออก Edict of Milan ทำให้ศาสนาคริสต์ถูกกฎหมายทั่วจักรวรรดิ ไม่นานหลังจากนั้นก็กลายเป็นศาสนาประจำรัฐ
เหตุการณ์นี้สำคัญอย่างไร? คริสตจักรเปลี่ยนจากต้องซ่อนตัวในอุโมงค์ใต้ดิน กลายเป็นเจ้าของที่ดิน สร้างมหาวิหาร และได้รับการคุ้มครองจากจักรวรรดิภายในเวลาไม่กี่สิบปี นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทุกอย่างที่ตามมาเกิดขึ้นได้

ERA 2 – Filling the Vacuum of the Roman Empire
452 AD — Pope Leo I halts Attila the Hun
จักรวรรดิโรมันตะวันตกกำลังล่มสลาย Attila the Hun หรือ “Scourge of God” ทำลายล้างทั่วยุโรป เมืองถูกเผา ศพเกลื่อนไปหมด กองทัพของเขากำลังมุ่งตรงไปยัง Rome
จักรพรรดิไร้ประโยชน์ กองทัพป้องกันเมืองไม่ได้ มีเพียงคนเดียวที่ออกไปเจรจา คือ Pope Leo I นักบวชชุดขาว ไม่มีอาวุธใด ๆ
ไม่มีใครรู้แน่ว่าพูดอะไรกันในเต็นท์นั้น แต่ Attila ที่ไม่เคยถอยจากใครมาก่อน กลับถอยทัพไปจริง ๆ
ตำนานบอกว่า St. Peter และ St. Paul ปรากฏในท้องฟ้าถือดาบเพลิง ส่วนนักประวัติศาสตร์สมัยใหม่ชี้ถึงโรคระบาด ปัญหาเสบียง และภัยคุกคามจากจักรวรรดิตะวันออก แต่สิ่งที่ประชาชนโรมมองเห็นชัดคือ เมื่อจักรพรรดิทำไม่ได้ Pope กลับทำได้
เหตุการณ์นี้สำคัญอย่างไร? มันทำให้โลกตระหนักว่าอำนาจทางการเมืองล่มสลายแล้ว อำนาจทางจิตวิญญาณของ Pope เข้ามาเติมเต็มช่องว่างทันที

1054 AD — The Great Schism (East-West)
เป็นเวลากว่า 1,000 ปี คริสเตียนทั้งโลกอยู่ด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว หลังปี 1054 ไม่มีวันเป็นอย่างนั้นอีก
สองศูนย์กลางหลักคือ Rome (ตะวันตก ใช้ภาษาละติน) กับ Constantinople (ตะวันออก ใช้ภาษากรีก) ความขัดแย้งสะสมมานานจนระเบิดออกมา
สาเหตุหลักมีสี่ข้อ
- อำนาจของ Pope ฝ่ายตะวันตกเชื่อว่า Pope เป็นหัวหน้าสูงสุดของคริสตจักรทั้งหมด ส่วนฝ่ายตะวันออกมองว่าเขาเป็นเพียงสังฆราชแห่ง Rome ที่มีเกียรติสูงสุด
- Filioque ฝ่ายตะวันตกเพิ่มคำว่า “และจากพระบุตร” ในคำสารภาพนิกายเรื่องพระวิญญาณบริสุทธิ์
- ภาษา ละตินปะทะกรีก
- พิธีกรรม ความแตกต่างเรื่องขนมปังในศีลมหาสนิท
วันที่ 16 กรกฎาคม 1054 Cardinal Humbert เดินเข้า Hagia Sophia กลางพิธีกรรม โยนใบประกาศขับไล่ลงบนแท่นบูชา แล้วเดินออกไป พระสังฆราช Michael Cerularius ก็ขับไล่กลับทันที
The Great Schism เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ การแตกแยกนี้ยาวนานกว่า 970 ปีจนถึงทุกวันนี้ (แม้ใบประกาศจะถูกยกเลิกในปี 1965)
เหตุการณ์นี้สำคัญอย่างไร? นี่คือความล้มเหลวครั้งแรกที่ร้ายแรงของ Pope การอ้างอำนาจสากลถูกปฏิเสธเด็ดขาด จากนั้นมา Pope จึงกลายเป็นผู้นำเฉพาะคริสเตียนตะวันตกเท่านั้น

756 AD — Donation of Pepin: The Pope Becomes a King
หลายศตวรรษที่ผ่านมา Pope เป็นเพียงผู้นำทางจิตวิญญาณที่ไม่มีกองทัพหรือดินแดน แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อกษัตริย์แฟรงก์ชื่อ Pepin the Short เข้ามาเกี่ยวข้อง
Lombards กำลังขู่โรม Pope Stephen II จึงข้ามเทือกเขาแอลป์ในฤดูหนาว (เรื่องที่ไม่เคยมีมาก่อน) ไปขอความช่วยเหลือจาก Pepin Pepin ยอมช่วย แต่มีเงื่อนไขคือ Pope ต้องเจิมเขาเป็นกษัตริย์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย
Pepin ปราบ Lombards แล้วมอบดินแดนที่ยึดได้ให้ Pope เป็นของขวัญส่วนตัว นั่นคือกำเนิดของ Papal States แถบแผ่นดินกลางอิตาลีรวมทั้ง Rome ถูกปกครองโดย Pope โดยตรง

เหตุการณ์นี้สำคัญอย่างไร? Pope ไม่ใช่แค่นักบวชอีกต่อไป แต่กลายเป็นกษัตริย์ตัวจริงที่มีดินแดน ภาษี กองทัพ และพรมแดน เป็นเวลา 1,100 ปีต่อมา Pope จึงเป็นทั้งนักบวชและเจ้าชายพร้อมกัน

800 AD — Pope Leo III crowns Charlemagne
วันคริสต์มาสปี 800 ที่ St. Peter’s Basilica ใน Rome เป็นวันประวัติศาสตร์ที่สำคัญมาก
Pope Leo III วางมงกุฎบนหัว Charlemagne กษัตริย์แห่งแฟรงก์ และประกาศอย่างเป็นทางการว่าเขาเป็น “Imperator Romanorum” หรือจักรพรรดิแห่งโรมัน
จักรวรรดิโรมันตะวันตกที่ล่มสลายไปกว่า 300 ปี ถูกฟื้นคืนชีพขึ้นมาในชื่อ Holy Roman Empire

แต่เบื้องหลังมีความหมายที่ซ่อนอยู่ การที่ Pope เป็นคนสวมมงกุฎให้ Charlemagne แสดงว่า อำนาจและความชอบธรรมของจักรพรรดิมาจาก Pope ไม่ใช่จากชัยชนะทางทหารหรือสิทธิ์โดยกำเนิดของ Charlemagne เอง
Charlemagne เองก็ไม่ค่อยพอใจนัก เพราะเขาต้องการให้คนมองว่าเขาเป็นจักรพรรดิโดยพลังของตัวเอง (จากสงครามที่เขาชนะมานับไม่ถ้วน) แต่สุดท้ายเขาก็ยอมรับเพราะต้องการความชอบธรรมจากคริสตจักรเพื่อปกครองดินแดนกว้างใหญ่ที่เพิ่งพิชิตมา
เหตุการณ์นี้สำคัญอย่างไร? ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เป็นเวลาเกือบ 800 ปี กษัตริย์และจักรพรรดิทุกองค์ในยุโรปต้องได้รับการสวมมงกุฎหรือพรจาก Pope จึงจะถูกมองว่า “ถูกต้องตามกฎหมาย” Pope กลายเป็นผู้สร้างจักรพรรดิ (kingmaker) แห่งคริสเตียนโลกโดยปริยาย

ERA 3- The Arc of Papal Power
1077 AD — The Walk to Canossa
นี่คือภาพที่คนยุโรปพูดถึงกันมานานหลายศตวรรษ
เรื่องเกิดจากความขัดแย้งเรื่อง “Investiture” ใครมีสิทธิแต่งตั้งบิชอป จักรพรรดิ Henry IV อยากแต่งตั้งบิชอปเอง Pope Gregory VII บอกว่าเฉพาะ Pope เท่านั้นที่มีสิทธิ
Henry พยายามปลด Pope ผลคือถูกขับไล่ และขุนนางของเขาหันหลังทันที Henry จึงเดินทางข้ามเทือกเขาแอลป์ในฤดูหนาวไปยังปราสาท Canossa ในอิตาลี เขายืนเท้าเปล่าในหิมะ สวมเสื้อขนสัตว์ 3 วัน 3 คืน เพื่อขอการอภัย
Pope ในที่สุดก็ให้เข้า Henry จูบแหวน แล้วได้รับการอภัย
เหตุการณ์นี้สำคัญอย่างไร? จักรพรรดิที่ทรงพลังที่สุดในยุโรปต้องยอมอับยศต่อสาธารณะต่อ Pope เพื่อรักษาบัลลังก์ นี่คือจุดสูงสุดของอำนาจทางการเมืองของพระสันตะปาปา

1095 AD — Urban II calls the First Crusade
ที่ Council of Clermont ในฝรั่งเศส Pope Urban II ปาฐกถาต่อฝูงชนมหาศาล บอกว่าชาวมุสลิมยึดเยรูซาเล็มและคุกคามคริสเตียนตะวันออก
เขาประกาศว่าใครตายในการรบจะได้รับการอภัยบาปทั้งหมดและไปสวรรค์โดยตรง ฝูงชนโห่ร้อง “Deus vult!” (พระเจ้าประสงค์!)
สงครามครูเสดครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 1096-1099 และยึดเยรูซาเล็มได้สำเร็จ ตามด้วยสงครามครูเสดอีก 8 ครั้งใน 200 ปีถัดมา
เหตุการณ์นี้สำคัญอย่างไร? Pope แสดงให้เห็นว่าเขาสามารถรวมอาณาจักรยุโรปที่เป็นศัตรูกันเป็นกองทัพเดียวภายใต้ธงกางเขนได้ ไม่มีกษัตริย์คนไหนทำได้
1204 AD — Sack of Constantinople (Fourth Crusade)
สงครามครูเสดที่ควรจะไปโจมตีอียิปต์ แต่กลายเป็นการปล้นเมืองคริสเตียน
กองทัพครูเสดหันไปโจมตี Constantinople เมืองหลวงของจักรวรรดิไบแซนไทน์ ในเดือนเมษายน 1204 พวกเขาปล้น ไฟไหม้ และฆ่าล้างเมืองเป็นเวลา 3 วัน ของศักดิ์สิทธิ์ถูกขโมยส่งไปเวนิส
Pope Innocent III รู้สึกตกใจอย่างเป็นทางการ แต่ก็เก็บของที่ปล้นมา
เหตุการณ์นี้สำคัญอย่างไร? ความหวังที่จะเยียวยา The Great Schism ตายสนิท คริสเตียนออร์โธดอกซ์ยังจำเหตุการณ์นี้จนถึงทุกวันนี้

1215 AD — Fourth Lateran Council
Pope Innocent III เรียกประชุมสภาที่ใหญ่ที่สุดในยุคกลาง มีบิชอป กษัตริย์ และเอกอัครราชทูตกว่า 1,200 คนเข้าร่วม
สภาออกกฎ 70 ข้อที่เปลี่ยนชีวิตคนยุโรป เช่น บังคับให้สารภาพบาปปีละครั้ง กำหนดคำสอน Transubstantiation และตั้งกฎสำหรับการแต่งงาน มรดก การศึกษา
เหตุการณ์นี้สำคัญอย่างไร? Pope กลายเป็นผู้กำหนดกฎหมายให้คนนับร้อยล้านทั่วหลายอาณาจักร นี่คือจุดสูงสุดของอำนาจทางกฎหมายของพระสันตะปาปาในยุคกลาง

1231 AD — The Papal Inquisition
Pope Gregory IX ก่อตั้ง Papal Inquisition เป็นเครือข่ายผู้พิพากษาของคริสตจักร (ส่วนใหญ่เป็น Dominican friars) ที่มีอำนาจสืบสวน ตัดสิน และลงโทษผู้ถือความเชื่อผิด
โทษมีตั้งแต่การทำทัณฑ์บน การจำคุก ไปจนถึงการเผาทั้งเป็น
เหตุการณ์นี้สำคัญอย่างไร? Pope มีอำนาจควบคุมจิตสำนึกของคนยุโรปโดยตรง คิดผิดก็เสี่ยงถูกทรมาน

1309–1377 AD — The Avignon Papacy (“Babylonian Captivity”)
ช่วงนี้เป็นหนึ่งในช่วงที่พระสันตะปาปาเสียชื่อเสียงหนักที่สุดในประวัติศาสตร์
เรื่องเริ่มจากความขัดแย้งรุนแรงระหว่าง Pope Boniface VIII กับ King Philip IV (Philippe le Bel) ของฝรั่งเศส
King Philip IV ต้องการเงินจำนวนมากเพื่อทำสงคราม เขาจึงพยายามเก็บภาษีจากพระสงฆ์และที่ดินของคริสตจักรในฝรั่งเศส Pope Boniface VIII โกรธและห้ามเด็ดขาด บอกว่ากษัตริย์ไม่มีสิทธิเก็บภาษีจากคริสตจักร
ทั้งสองฝ่ายทะเลาะกันหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนปี 1303 King Philip IV ส่งทหารฝรั่งเศสบุกจับกุม Pope Boniface VIII ที่เมือง Anagni ในอิตาลี Pope ถูกทำร้ายและถูกกักขังสั้น ๆ (เหตุการณ์นี้ถูกเรียกว่า “Slap of Anagni”) Boniface VIII กลับมา Rome ได้แต่เสียชีวิตไม่นานหลังจากนั้น

Pope คนต่อมา Clement V ซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศสและใกล้ชิดกับกษัตริย์ฝรั่งเศสมาก จึงตัดสินใจย้ายสำนักงานใหญ่ของพระสันตะปาปาจาก Rome ไปยัง Avignon (เมืองใน Provence ทางใต้ของฝรั่งเศส) ในปี 1309
ตั้งแต่ปี 1309 ถึง 1377 เป็นเวลา 68 ปี มีพระสันตะปาปา 7 องค์ (เกือบทั้งหมดเป็นชาวฝรั่งเศส) อยู่ที่ Avignon แทนที่จะอยู่ Rome
คนอิตาลีและนักวิจารณ์ทั่วยุโรปเรียกช่วงนี้ว่า “Babylonian Captivity of the Church” (การถูกจองจำในบาบิโลนของคริสตจักร) เพราะรู้สึกว่าพระสันตะปาปากลายเป็นหุ่นเชิดของกษัตริย์ฝรั่งเศสโดยสิ้นเชิง ศาลพระสันตะปาปาเต็มไปด้วยขุนนางและนักบวชฝรั่งเศส ดูเหมือนว่า Rome ถูก “ย้าย” ไปฝรั่งเศส
เหตุการณ์นี้สำคัญอย่างไร? ชื่อเสียงของ Pope ในฐานะผู้นำทางจิตวิญญาณที่เป็นกลางและเป็นสากลถูกทำลายอย่างหนัก ทุกคนเห็นชัดเจนว่าพระสันตะปาปาอยู่ภายใต้การควบคุมของฝรั่งเศส ทำให้เกิดความไม่เชื่อถือและความโกรธเคืองอย่างกว้างขวางทั่วยุโรป

1378–1417 AD — The Western Schism (3 Popes!)
หลังจากพระสันตะปาปาอยู่ใน Avignon ฝรั่งเศสนาน 68 ปี Pope Gregory XI ในที่สุดก็ย้ายสำนักงานใหญ่กลับไป Rome ในปี 1377
แต่พอเขาตายในปีถัดมา (1378) เรื่องวุ่นวายก็ระเบิดขึ้นทันที
Cardinals ที่กำลังประชุมเลือก Pope ใหม่ ถูกประชาชนโรมันกดดันหนักมาก (ต้องการ Pope ชาวอิตาลี) จึงเลือก Urban VI เป็นพระสันตะปาปา
แต่ Urban VI กลับกลายเป็นคนดุร้าย เอาแต่ใจ และมีพฤติกรรมแปลกประหลาด Cardinals ส่วนใหญ่ที่เลือกเขาเองก็ไม่พอใจ จึงหนีออกจาก Rome ไปประกาศว่า “การเลือกตั้ง Urban VI ไม่ถูกต้อง เพราะถูกม็อบกดดัน” แล้วพวกเขาก็เลือก Pope คนใหม่ชื่อ Clement VII กลับไปตั้งสำนักงานที่ Avignon อีกครั้ง
ตอนนี้โลกจึงมี สอง Pope พร้อมกัน แต่ละคนอ้างว่าเป็นพระสันตะปาปาที่ถูกต้องตามกฎหมาย และขับไล่กันและกัน
สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อปี 1409 มีการเรียกสภาที่ Pisa พยายามแก้ปัญหาโดยปลดทั้งสองคนแล้วเลือก Pope คนที่สามชื่อ Alexander V แต่ Urban VI และ Clement VII ไม่ยอมรับ ผลคือตอนนั้นมี สาม Pope พร้อมกัน แต่ละคนอ้างตัวว่าเป็นผู้แทนพระคริสต์บนโลกและขับไล่กันและกัน

ยุโรปแตกแยกตาม Pope ที่แต่ละประเทศสนับสนุน:
- ฝรั่งเศส, Spain, Scotland สนับสนุน Pope ที่ Avignon
- อังกฤษ, Holy Roman Empire, ส่วนใหญ่ของอิตาลี สนับสนุน Pope ที่ Rome
- ส่วนที่เหลือสนับสนุน Pope ที่ Pisa
ความวุ่นวายนี้กินเวลา 39 ปี (1378–1417) จนในที่สุด Council of Constance (1414–1418) จึงปลดหรือรับการลาออกของทั้งสามคน แล้วเลือก Pope คนใหม่ชื่อ Martin V ที่ทุกฝ่ายยอมรับ

เหตุการณ์นี้สำคัญอย่างไร? ความน่าเชื่อถือทางจิตวิญญาณของพระสันตะปาปาตกต่ำถึงขีดสุด หากมีสามคนอ้างว่าเป็น “ผู้แทนพระคริสต์บนโลก” และขับไล่กันเอง ใครจะเชื่อใครได้? ความโกลาหลนี้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ Martin Luther ใช้โอกาสนี้ในอีกไม่กี่สิบปีต่อมา เพราะคนจำนวนมากเริ่มสงสัยและไม่เชื่อถือสถาบันพระสันตะปาปาอีกต่อไป
1493 AD — Inter Caetera: The Pope Divides the Globe
หลัง Christopher Columbus กลับจากทริปแรกและประกาศว่าเจอ “ดินแดนใหม่” ในปี 1493 Spain กับ Portugal เกือบจะรบกันใหญ่ ทั้งสองประเทศต่างอ้างสิทธิเหนือแผ่นดินที่เพิ่งค้นพบ
พวกเขาจึงหันไปขอให้ Pope เป็นคนตัดสิน Pope คนนี้คือ Alexander VI หรือ Rodrigo Borgia ชาวสเปนที่ขึ้นเป็น Pope เมื่อปี 1492 และมีชื่อเสียงในฐานะ Pope ที่คอร์รัปต์และมีเรื่องฉาวโฉ่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ เขามีลูกนอกกฎหมายหลายคน (ที่โด่งดังที่สุดคือ Cesare Borgia และ Lucrezia Borgia) และใช้ตำแหน่งพระสันตะปาปาเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของตระกูล Borgia อย่างโจ่งแจ้ง
แต่ถึงจะมีเรื่องเยอะขนาดไหน อำนาจของเขาก็ยังมหาศาล
วันที่ 4 พฤษภาคม 1493 Pope Alexander VI ออกใบประกาศ papal bull ชื่อ Inter Caetera เขานั่งที่โต๊ะในวาติกัน แล้ววาดเส้นตรงลงกลางแผนที่โลกด้วยปากกา — เส้นตั้งฉากจากขั้วโลกเหนือไปยังขั้วโลกใต้ ห่างจาก Cape Verde ไปทางตะวันตก 100 ลีก
ทุกอย่างฝั่งตะวันตกของเส้นนี้เป็นของ Spain ส่วนฝั่งตะวันออกเป็นของ Portugal เขายังประกาศอีกว่าถ้าใครฝ่าฝืนจะถูกขับไล่จากคริสตจักร
นี่คือการแสดงอำนาจที่ยิ่งใหญ่และน่าตกใจที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ Pope คนเดียวแบ่งโลกทั้งใบด้วยปากกาของเขาเอง

(ปีถัดมา Spain กับ Portugal จึงเจรจากันใหม่เป็น Treaty of Tordesillas ย้ายเส้นไปทางตะวันตกอีกนิดหน่อย นั่นคือเหตุผลที่วันนี้บราซิลพูดภาษาโปรตุเกส ส่วนละตินอเมริกาที่เหลือพูดภาษาสเปน)
เหตุการณ์นี้สำคัญอย่างไร? มันแสดงให้เห็นชัดเจนว่าพระสันตะปาปาในยุคนั้นยังคงมีอำนาจแบบ “เหนือโลก” จริง ๆ แม้ตัว Pope Alexander VI เองจะมีชื่อเสียงเรื่องส่วนตัวและคอร์รัปชันมากแค่ไหน แต่เขาก็ยังสามารถแบ่งทวีปใหม่ทั้งสองทวีปให้สองประเทศได้ด้วยคำสั่งเดียว

1503–1513 AD — Pope Julius II: The Warrior Pope and the Renaissance Arts
หลังจากนั้นไม่นาน คริสตจักรก็เข้าสู่ยุคที่ Pope กลายเป็นทั้งนักรบและนักสะสมศิลปะตัวจริง Pope Julius II (ปกครองปี 1503–1513) คือตัวอย่างที่ชัดที่สุด
คนเรียกเขาว่า “The Warrior Pope” เพราะเขาชอบนำทัพรบด้วยตัวเองเพื่อขยายดินแดนของ Papal States แต่สิ่งที่เขาทำให้โลกศิลปะต้องจำไปตลอดกาลคือการสนับสนุนศิลปินเอกของยุค
เขาสั่งให้ Michelangelo (ไมเคิลแองเจโล่) มาทำงานสองชิ้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
- งานแรกคือเพดาน Sistine Chapel (ปี 1508–1512) Michelangelo ต้องนอนหงายบนนั่งร้านสูงเป็นเดือน ๆ วาดภาพเรื่องราวในพระคัมภีร์ไบเบิลกว่า 300 ตัวละคร ภาพที่ดังที่สุดคือ The Creation of Adam

- งานที่สองคือการออกแบบ St. Peter’s Basilica ใหม่ทั้งหลัง (เริ่มปี 1506) Michelangelo เป็นคนออกแบบโดมอันโด่งดังที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้

Julius II ยังเป็นคนสั่งให้ Michelangelo ทำรูปปั้น Moses สำหรับหลุมฝังศพของตัวเองด้วย (แม้สุดท้ายจะไม่เสร็จสมบูรณ์)

เหตุการณ์นี้สำคัญอย่างไร? Pope Julius II เปลี่ยนวาติกันจากแค่ศูนย์กลางทางศาสนา ให้กลายเป็นศูนย์กลางศิลปะและวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุโรป
1513–1521 AD — Pope Leo X and the Sale of Indulgences
เมื่อ Pope Julius II เสียชีวิต Pope Leo X (Giovanni de’ Medici) จากตระกูล Medici ที่ร่ำรวยที่สุดใน Florence ขึ้นเป็น Pope
เขาต้องการเงินจำนวนมหาศาลเพื่อสร้าง St. Peter’s Basilica ให้เสร็จ จึงอนุญาตให้ขาย “indulgences” หรือใบไถ่บาปอย่างเปิดเผยทั่วยุโรป
ตัวแทนขายที่ดังที่สุดคือ Johann Tetzel เขาใช้สโลแกนติดปากว่า “As soon as the coin in the coffer rings, the soul from Purgatory springs” แปลง่าย ๆ ว่า “พอเหรียญตกกล่อง เสียงดังปัง วิญญาณก็พ้นจาก purgatory ทันที”
การขายใบไถ่บาปครั้งนี้กลายเป็นจุดระเบิดที่ Martin Luther ทนไม่ไหว
เหตุการณ์นี้สำคัญอย่างไร? การหาเงินด้วยการขายใบไถ่บาปอย่างโจ่งแจ้งทำให้คนจำนวนมากเริ่มเห็นว่า Rome เน้นเงินและอำนาจมากกว่าความศรัทธา มันเป็นเชื้อไฟสำคัญที่จุดให้ Protestant Reformation ลุกลามไปทั่ว

1517 AD — Martin Luther’s 95 Theses
Martin Luther นักบวชชาวเยอรมันไม่พอใจการขาย “indulgences” หรือใบ pardon อย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะ Johann Tetzel
วันที่ 31 ตุลาคม 1517 Luther จึงตอกเอกสาร 95 Theses ซึ่งเป็นข้อโต้แย้ง 95 ข้อ เกี่ยวกับความผิดพลาดของคริสตจักรที่ประตูโบสถ์ใน Wittenberg เดิมทีเขาตั้งใจแค่เชิญให้ถกเถียงทางวิชาการ
แต่ด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ใหม่ เอกสารนี้กระจายไปทั่วเยอรมนีและยุโรปอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่เดือน
Pope Leo X มองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย บอกว่าเป็น “นักบวชเมาเยอรมันที่เมาแล้วจะหาย” แต่เขาเข้าใจผิดอย่างสิ้นเชิง
เหตุการณ์นี้สำคัญอย่างไร? การผูกขาดของพระสันตะปาปาต่อคริสเตียนตะวันตกสิ้นสุดลงอย่างถาวร มันจุดชนวน Protestant Reformation และทำให้มีผู้เชื่อนับล้านคนที่ไม่ยอมรับอำนาจของ Pope อีกต่อไป

1534 AD — Henry VIII and the Church of England
Henry VIII กษัตริย์แห่งอังกฤษอยากหย่ากับ Catherine of Aragon อย่างมาก เพราะเธอให้ลูกชายไม่ได้ (มีแต่พระราชธิดา Mary) และเขากำลังหลงรัก Anne Boleyn อย่างหนัก เขาจึงขอให้ Pope Clement VII ประกาศยกเลิกการแต่งงาน

แต่ Pope ไม่ยอม เพราะ Catherine เป็นป้าของ Emperor Charles V ซึ่งเพิ่งนำทัพบุก Rome มาเมื่อปี 1527 และยังคุม Pope ไว้แน่น

Henry จึงไม่รอช้า เขาออก Act of Supremacy ในปี 1534 ประกาศตัวเองเป็น “Supreme Head of the Church of England” แทน Pope โดยตรง
ที่น่าสนใจคือ การกระทำของ Henry ได้แรงบันดาลใจจาก Martin Luther ทางอ้อม Luther เพิ่งตอก 95 Theses เมื่อ 17 ปีก่อน และทำให้คนยุโรปเริ่มเห็นว่า Rome ไม่ใช่ศูนย์กลางที่แตะต้องไม่ได้ Henry จึงใช้โอกาสนี้แยกตัวออกมาแบบสะดวก ๆ
เขายังสั่งยุบสำนักสงฆ์ทั้งหมด (Dissolution of the Monasteries) ยึดที่ดินและทรัพย์สินมหาศาลของคริสตจักรมาสร้างความมั่งคั่งให้ราชสำนัก
เหตุการณ์นี้สำคัญอย่างไร? อาณาจักรใหญ่ของยุโรป (อังกฤษ) แยกตัวจาก Rome เพราะเรื่องส่วนตัวของกษัตริย์คนเดียว แสดงให้เห็นชัดเจนว่า การแยกจาก Pope ทำได้จริง และปลอดภัยทางการเมือง มันเป็นแรงกระตุ้นครั้งใหญ่ให้ Protestant Reformation ลุกลามไปทั่ว เพราะถ้ากษัตริย์อังกฤษทำได้ ประเทศอื่นก็ทำได้เช่นกัน
ผลที่ตามมาคือ เกิด Church of England หรือนิกายแองกลิกัน ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในนิกายโปรเตสแตนต์ใหญ่ ๆ ของโลก ปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 85 ล้านคน

1545–1563 AD — Council of Trent: The Counter-Reformation
หลังจาก Martin Luther ตอก 95 Theses ไปแล้วเกือบ 30 ปี คริสตจักรคาทอลิกถึงได้ตอบโต้จริงจัง
Pope Paul III เรียกประชุมสภาที่เมือง Trent ในอิตาลี ซึ่งกินเวลา 18 ปี (มีพักบ้าง) สภาที่เรียกว่า Council of Trent นี้คือ Counter-Reformation หรือการปฏิรูปภายในครั้งใหญ่ของคาทอลิกเพื่อหยุดเลือดไหลให้ Protestant Reformation
เพราะตอนนั้น Luther และนิกายใหม่ ๆ กำลังดึงคนออกจาก Rome ไปเป็นจำนวนมาก คริสตจักรจึงต้องทำอะไรสักอย่าง
สิ่งที่ Council of Trent ทำหลัก ๆ มีดังนี้
- ห้ามขายใบไถ่บาป (indulgences) ทันที ซึ่งเป็นจุดที่ Luther โจมตีหนักที่สุด
- จัดตั้ง Seminary (โรงเรียนฝึกพระสงฆ์) ทั่วไป เพื่อให้พระสงฆ์มีมาตรฐานสูงขึ้นและมีความรู้มากขึ้น
- ยืนยันคำสอนคาทอลิกหลายอย่าง เช่น Transubstantiation (ขนมปังและเหล้าองุ่นในศีลมหาสนิทกลายเป็นร่างกายและโลหิตพระคริสต์จริง ๆ)
- สร้าง Index of Forbidden Books (บัญชีหนังสือต้องห้าม) เพื่อควบคุมความคิดที่ตรงข้ามกับคริสตจักร
- สนับสนุน Jesuit Order (เยซูอิต) ให้เป็นกองกำลังสำคัญในการเผยแผ่ศาสนาและการศึกษา
เหตุการณ์นี้สำคัญอย่างไร? มันคือการ “แก้เกม” ของคาทอลิกครั้งใหญ่ ถ้าไม่มี Council of Trent คริสตจักรคาทอลิกอาจแตกสลายและเหลือสมาชิกน้อยลงมาก แต่ด้วยการปฏิรูปภายในนี้ คริสตจักรสามารถรักษาและฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง จนกลายเป็นศาสนาที่มีผู้ติดตามมากที่สุดในโลก (1.3 พันล้านคน) จนถึงทุกวันนี้

1582 AD — Gregorian Calendar
ปฏิทินที่ใช้กันมานานหลายร้อยปีคือ Julian Calendar ซึ่ง Julius Caesar เป็นคนตั้งขึ้นเมื่อ 45 ปีก่อนคริสต์กาล

ปัญหาของ Julian Calendar คือมันคำนวณปีปกติไว้ 365 วัน + วันอธิกสุรทินทุก 4 ปี = 365.25 วันต่อปี
แต่ความจริงแล้ว 1 ปีของโลก (เวลาที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบ) คือประมาณ 365.2422 วัน เท่านั้น แตกต่างกันแค่เล็กน้อย — ปีละประมาณ 11 นาที 14 วินาที
ฟังดูน้อย แต่สะสมกันมานานหลายศตวรรษ มันคลาดเคลื่อนไปถึง 10 วันเต็ม ในศตวรรษที่ 16
ผลคือเทศกาลสำคัญอย่าง Easter เริ่มเลื่อนผิดฤดูกาลไปเรื่อย ๆ (บางปี Easter กลายเป็นฤดูหนาว)
Pope Gregory XIII จึงสั่งนักดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์แก้ไขทันที
สิ่งที่เกิดขึ้นในปี 1582 คือ:
- ประเทศคาทอลิกทั่วไปประกาศว่า วันที่ 4 ตุลาคม 1582 ผ่านไปแล้ว วันถัดไปจะเป็น 15 ตุลาคม 1582 โดยตรง (ลบ 10 วันทันที)
- และปรับกฎ leap year ใหม่: ปีที่หารด้วย 4 เป็นวันอธิกสุรทิน แต่ปีที่เป็นศตวรรษ (1700, 1800, 1900) จะไม่เป็น leap year เว้นแต่หารด้วย 400 ได้ (เช่น 1600 และ 2000)
ปฏิทินใหม่นี้เรียกว่า Gregorian Calendar

- ประเทศคาทอลิกอย่างอิตาลี สเปน โปรตุเกส และฝรั่งเศส เปลี่ยนทันที
- โปรเตสแตนต์และออร์โธดอกซ์ปฏิเสธเป็นเวลานาน เพราะมองว่าเป็น “ปฏิทินของ Pope”
- อังกฤษเปลี่ยนปี 1752 (คนบางส่วนประท้วงว่า “Give us back our 11 days!”)
- รัสเซียเปลี่ยนปี 1918
- กรีซเปลี่ยนปี 1923
เหตุการณ์นี้สำคัญอย่างไร? ทุกวันนี้ ทุกประเทศในโลก ใช้ Gregorian Calendar ของ Pope Gregory XIII แม้จะเป็นประเทศมุสลิม พุทธ หรือไม่มีศาสนาเลยก็ตาม มันกลายเป็นมาตรฐานสากลที่ใช้ในการค้า การบิน และชีวิตประจำวันของมนุษย์ทุกคน
1633 AD — The Trial of Galileo
หนึ่งในเหตุการณ์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในประวัติศาสตร์เมื่อพูดถึงความขัดแย้งระหว่างศาสนากับวิทยาศาสตร์ คือคดีของ Galileo Galilei
เรื่องเริ่มจาก Nicolaus Copernicus นักดาราศาสตร์ชาวโปแลนด์ ที่เสนอทฤษฎี Heliocentrism เมื่อปี 1543 ว่า โลกและดาวเคราะห์อื่น ๆ หมุนรอบดวงอาทิตย์ ไม่ใช่โลกเป็นศูนย์กลางจักรวาลอย่างที่คนเชื่อกันมานาน

Galileo เป็นคนที่นำทฤษฎีนี้ไปพิสูจน์ด้วยหลักฐานจริง เขาปรับปรุงกล้องโทรทรรศน์และใช้มันสังเกตการณ์ท้องฟ้า เขาเห็นดาวพฤหัสบดีมีดวงจันทร์หมุนรอบตัวเอง เห็นดวงจันทร์ของโลกมีหลุมอุกกาบาต และเห็นว่างานของ Copernicus น่าจะถูกต้อง

แต่ในยุคนั้น คริสตจักรคาทอลิกยังยึดตามทฤษฎีเก่าแบบ Geocentrism (โลกเป็นศูนย์กลาง) ตามคำสอนของ Aristotle และ Ptolemy รวมทั้งตีความพระคัมภีร์ไบเบิล เช่น ในหนังสือโยชูวา ที่บอกว่าดวงอาทิตย์ “หยุดนิ่ง” จึงถือว่าการที่ Galileo ไปประกาศตรงข้ามคือการท้าทายพระคัมภีร์

ปี 1616 เขาเคยถูกเตือนมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ปี 1632 เขาตีพิมพ์หนังสือชื่อ Dialogue Concerning the Two Chief World Systems ซึ่งเขียนในรูปแบบสนทนาระหว่างคนสามคน โดยตัวละครที่เชื่อว่าโลกเป็นศูนย์กลางถูกทำให้ดูโง่และหัวแข็ง

หนังสือเล่มนี้ทำให้ Pope Urban VIII (ซึ่งเคยสนับสนุน Galileo มาก่อน) โกรธมาก เพราะรู้สึกถูกหักหลัง
ปี 1633 Galileo วัย 69 ปี อ่อนแอและป่วย ถูกเรียกตัวไป Rome เพื่อขึ้นศาลต่อหน้าคณะ Roman Inquisition เขาถูกกล่าวหาว่า “สงสัยนอกรีตอย่างแรง” ภายใต้แรงกดดันและภัยคุกคามจากการทรมาน เขาถูกบังคับให้ถอนคำพูดต่อหน้าสาธารณชน เขาต้องคุกเข่าประกาศว่าเขาปฏิเสธความเชื่อที่ว่าโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์

ตำนานเล่าว่า หลังจากถอนคำพูดเสร็จ เขาพึมพำเบา ๆ ว่า “E pur si muove” แปลว่า “แต่โลกก็ยังหมุนอยู่ดี”

หลังจากนั้น เขาถูกกักบริเวณในบ้านจนกระทั่งเสียชีวิตในปี 1642

เหตุการณ์นี้สำคัญอย่างไร? คดี Galileo กลายเป็นสัญลักษณ์อมตะของความขัดแย้งระหว่าง “ศาสนา กับ วิทยาศาสตร์” หรือ “ความเชื่อเก่า vs หลักฐานใหม่” มานานหลายศตวรรษ มันถูกยกมาเป็นตัวอย่างว่าเมื่อความเชื่อทางศาสนากับวิทยาศาสตร์ปะทะกัน ฝ่ายวิทยาศาสตร์อาจถูกกดขี่อย่างไร
จนกระทั่งปี 1992 Pope John Paul II จึงยอมรับอย่างเป็นทางการว่าคริสตจักรได้ตัดสินผิดในคดีนี้

1870 AD — First Vatican Council & Papal Infallibility
ปี 1870 เป็นปีที่เต็มไปด้วย Irony อย่างที่สุดในประวัติศาสตร์พระสันตะปาปา
ขณะที่กองทัพอิตาลีภายใต้ King Victor Emmanuel II กำลังล้อม Rome อย่างแน่นหนา เพื่อยึด Papal States ชิ้นสุดท้ายให้เสร็จสิ้นการรวมชาติอิตาลี (Italian Unification) Pope Pius IX ยังคงเรียกประชุม First Vatican Council อย่างไม่ยอมแพ้

สภาที่จัดขึ้นภายในวาติกันนี้มีจุดมุ่งหมายหลักข้อเดียวที่ Pius IX ต้องการผลักดันให้ผ่าน นั่นคือหลัก Papal Infallibility หรือ “ความไม่ผิดพลาดของพระสันตะปาปา”
หลักคำสอนนี้ระบุว่า เมื่อพระสันตะปาปาพูดอย่างเป็นทางการ (ex cathedra) ในเรื่องศรัทธาและศีลธรรม เขาจะไม่ผิดพลาด

วันที่ 18 กรกฎาคม 1870 สภาลงมติผ่านหลักนี้ด้วยคะแนนท่วมท้น (แม้จะมีบิชอปบางส่วนคัดค้านและเดินออกจากห้องประชุม)
แต่เพียงสองเดือนต่อมา วันที่ 20 กันยายน 1870 กองทัพอิตาลีก็บุกทะลวงกำแพงเมืองที่ Porta Pia เข้ายึด Rome ได้สำเร็จ Papal States ที่ปกครองมานานกว่า 1,100 ปี สิ้นสุดลงอย่างสิ้นเชิง

Pope Pius IX ปิดประตูวาติกันทันที ประกาศตัวเองเป็น “Prisoner of the Vatican” และปฏิเสธที่จะออกจากวาติกันอีกเลย (พระสันตะปาปาทุกองค์หลังจากนั้นก็ทำแบบเดียวกันเป็นเวลาเกือบ 60 ปี)
เหตุการณ์นี้สำคัญอย่างไร? ในวันที่พระสันตะปาปากำลังสูญเสียอำนาจทางการเมืองและดินแดนทั้งหมด เขากลับเลือกประกาศอำนาจทางจิตวิญญาณที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของคริสตจักร นี่คือการ trade-off ที่ชัดเจนมาก สูญเสียอาณาจักร แต่ได้ “ความไม่ผิดพลาด” ทางศรัทธาแทน
1929 AD — The Lateran Treaty
หลังจาก Pope Pius IX ประกาศตัวเป็น “Prisoner of the Vatican” ในปี 1870 และทุก Pope หลังจากนั้นก็ปฏิเสธที่จะก้าวออกจากวาติกันมานานเกือบ 60 ปี ทุกอย่างก็มาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ
Benito Mussolini ผู้นำฟาสซิสต์ที่กำลังกุมอำนาจในอิตาลี ต้องการความชอบธรรมจากประชาชนคาทอลิกจำนวนมากในประเทศ เขาจึงอยากทำข้อตกลงกับคริสตจักร
ส่วน Pope Pius XI ก็ต้องการเอกราชคืนมาให้พระสันตะปาปา
ทั้งสองฝ่ายจึงเจรจาและลงนาม Lateran Treaty เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 1929

สนธิสัญญานี้ประกอบด้วยข้อตกลงหลัก 3 ฉบับ โดยที่สำคัญที่สุดคือการสร้าง Vatican City เป็นรัฐเอกราชอิสระขนาดเล็กที่สุดในโลก (พื้นที่เพียง 0.44 ตารางกิโลเมตร)

อิตาลียังจ่ายเงินชดเชยให้ Pope เป็นจำนวนมาก (หลายพันล้านลีร์ในยุคนั้น) และประกาศให้คาทอลิกเป็นศาสนาประจำชาติของอิตาลี (จนกระทั่งยกเลิกในปี 1984)
เหตุการณ์นี้สำคัญอย่างไร? จากจุดนี้เป็นต้นมา Pope ไม่ได้เป็น “กษัตริย์” อีกต่อไป แต่กลายเป็น “ผู้นำทางศาสนาและศีลธรรม” ที่มีอิทธิพลระดับโลกโดยไม่ต้องมีกองทัพหรือดินแดน
1962–1965 AD — Second Vatican Council (Vatican II)
Pope John XXIII เป็นพระสันตะปาปาที่หลายคนไม่คาดคิดว่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เขาอายุ 77 ปีเมื่อขึ้นตำแหน่ง แต่กลับประกาศในปี 1959 ว่าเขาจะเรียกประชุมสภาสากลของคริสตจักรครั้งใหม่ ชื่อ Second Vatican Council หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า Vatican II

เขาบอกตรง ๆ ว่า “เราจะเปิดหน้าต่างของคริสตจักรให้ลมแห่งยุคสมัยใหม่พัดเข้ามา” เพราะเขาเห็นว่าคริสตจักรกำลังถูกโลกสมัยใหม่ทิ้งห่าง ดูเก่าแก่ ปิดกั้น และไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม
สภาประชุมกัน 4 ช่วงระหว่างปี 1962 ถึง 1965 มีบิชอปจากทั่วโลกกว่า 2,000 คนเข้าร่วม นี่คือการประชุมที่ใหญ่โตและสำคัญที่สุดของคริสตจักรคาทอลิกในรอบ 400 ปี
การเปลี่ยนแปลงหลัก ๆ ที่เกิดขึ้น มีดังนี้:
- พิธีมิสซา (Mass) เปลี่ยนจากใช้ภาษาละตินล้วน ๆ มาใช้ภาษาท้องถิ่นของแต่ละประเทศแทน ทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าใจและมีส่วนร่วมในพิธีกรรมได้ง่ายขึ้น (ก่อนหน้านี้คนส่วนใหญ่ฟัง Mass แต่ไม่รู้ความหมาย)
- เริ่ม เปิดกว้างกับศาสนาอื่น อย่างจริงจัง (เรียกว่า ecumenism) มีการสนทนาและเคารพกับโปรเตสแตนต์ ออร์โธดอกซ์ มุสลิม ยิว และศาสนาอื่น ๆ
- ยอมรับหลัก เสรีภาพทางศาสนา อย่างเป็นทางการ (ก่อนหน้านี้คริสตจักรเคยยืนยันว่าคาทอลิกเป็นศาสนาเดียวที่ถูกต้อง)
- เพิ่มบทบาทของ ฆราวาส (คนธรรมดา) ให้มีส่วนร่วมในชีวิตของคริสตจักรมากขึ้น
เหตุการณ์นี้สำคัญอย่างไร? Vatican II คือการปรับตัวครั้งใหญ่ที่สุดของคริสตจักรคาทอลิกสู่โลกสมัยใหม่ มันเปลี่ยนคริสตจักรจากท่าที “ป้องกันตัวและปิดกั้น” มาเป็น “เปิดกว้างและอยู่ร่วมกับโลก” ครั้งสำคัญที่สุดนับตั้งแต่ Council of Trent เมื่อ 400 ปีก่อน
การเปลี่ยนแปลงนี้ยังคงสร้างการถกเถียงภายในคริสตจักรจนถึงทุกวันนี้ บางคนบอกว่ามันทำให้คริสตจักร “ทันสมัยขึ้น” บางคนก็บอกว่ามัน “ทำให้สูญเสียเอกลักษณ์ดั้งเดิม”
2013 AD — Pope Benedict XVI resigns
วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2013 โลกทั้งใบต้องอึ้งเมื่อ Pope Benedict XVI (Joseph Ratzinger) ประกาศลาออกจากตำแหน่งพระสันตะปาปา
พระองค์อายุ 85 ปีแล้ว และระบุเหตุผลอย่างตรงไปตรงมาว่า “สุขภาพกายและจิตใจของข้าพเจ้าไม่สามารถรับผิดชอบหน้าที่อันหนักหน่วงของพระสันตะปาปาได้อีกต่อไป” พระองค์รู้ดีว่าตัวเองไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่เหมือนเมื่อก่อน
การลาออกครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 600 ปี นับตั้งแต่ Pope Gregory XII ลาออกในปี 1415 เพื่อช่วยยุติ Western Schism (มหาสคิสมาแห่งตะวันตก) หลังจากนั้นมาไม่มีพระสันตะปาปาองค์ใดลาออกอีกเลย ทุกคนต่างทำหน้าที่จนกว่าจะสิ้นพระชนม์
Pope Benedict XVI มีผลลาออกอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2013 เวลา 20.00 น. ตามเวลาอิตาลี หลังจากนั้นพระองค์ใช้ชีวิตในฐานะ “Pope Emeritus” (พระสันตะปาปาเกษียณ) อยู่ในวาติกันจนกระทั่งสิ้นพระชนม์ในปี 2022

เหตุการณ์นี้สำคัญอย่างไร? มันเปลี่ยนความเข้าใจของโลกและภายในคริสตจักรอย่างสิ้นเชิงว่า Pope ไม่ใช่ตำแหน่งที่ต้องทำจนตาย อีกต่อไป

Leave a comment